วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

โลกภายในในวันที่เกิด "อุบัติเหตุ" (2)

ในที่สุด เพื่อนของฉันก็ปรากฏตัว
ฉันเบาใจขึ้น ว่าเขาปลอดภัยดี จากการได้เห็นตัวเป็นๆ
แต่ก็อดตกใจไม่ได้ ที่เห็นเขานั่งรถวีลแชร์มา

ฉันถูกเข็นเข้าไปในห้องเอ็กซ์เรย์
และเข็นกลับมาที่ห้องฉุกเฉินตามเดิมเพื่อฟังผล
ผลเอ็กซเรย์ออกมา สรุปว่า แขนฉันหัก...

ฉันไม่ตกใจ ไม่ตื่นกลัว รับฟังผลด้วยใจที่สงบ (เฉยๆ) 
ตั้งแต่ที่แขนเริ่มชา มันก็มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว

ฉันนอนนิ่งอยู่สักพัก เพื่อนฉันก็เดินมาหา
เขาบอกว่า เขาดูฟิลม์แล้ว กระดูกฉันหักตรงๆ ไม่ต้องกังวล
ณ ตอนนั้น ฉันไม่สนใจ ว่ามันจะหักแบบไหน
หัก ก็คือหัก หักแล้วก็ต้องซ่อม ไม่ว่าจะหักรูปแบบไหนก็ตาม
และฉันก็จะต้องกลับมาหายดี

จะกังวลเพียงนิดเดียว ที่จะต้องบอกที่บ้าน
ถ้าเลือกได้ ฉันก็ไม่อยากให้ที่บ้านรู้หรอก เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ 

ส่วนเพื่อนของฉัน ก็ถูกจับเข้าห้องเอ็กซเรย์เหมือนกัน
เขาบอกว่า แขนเขาไม่เป็นอะไร

(อันที่จริง ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันนี้เองว่า
จริงๆ ศอกเขาเคลื่อน!!
แต่เคลื่อนไม่มาก และอาศัยความที่เขาเป็นหมอ
เขาเลยจัดการตัวเองจนหายได้

ตอนที่รู้ครั้งแรก ฉันแทบจะเป็นลม...
อยากจะเอาเล็บข่วนหน้าเสียจริงๆ ทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนนั้น!!!!!)

หลังจากนั้น พยาบาลก็เดินเข้ามา เพื่อเจาะเข็มน้ำเกลือ เพื่อจะได้ให้ยาแก้ปวดทางเส้นได้
เขาพยายามถึง ครั้ง ก็ยังไม่ได้ จนต้องเรียกพยาบาลคนอื่นมาช่วย
ฉันขอร้องเขา ว่าอย่าพยายามอีกเลย แผลที่แขน ฉันทนได้
(ทนได้จริงๆ นะ)

เมื่อครั้งที่ พยาบาลยังทำไม่สำเร็จอีก
ฉันร้องไห้ และขอร้องให้พวกเขาหยุด
ความรู้สึกของฉัน มันเหมือนคนที่ถูกทำร้ายซ้ำๆ แต่ทำอะไรไม่ได้
ถ้าใครมาเห็นแขนซ้ายของฉันตอนนี้ จะเห็นรอยช้ำเต็มไปหมด
มันไม่ได้เกิดจากมอเตอร์ไซค์ล้ม แต่มันเกิดจากรอยเข็มล้วนๆ

ไม่ร้องไห้เพราะแขนหัก แต่ร้องไห้เพราะเข็ม
ชีวิต.............

พยาบาลปล่อยให้ฉันได้พัก เพื่อที่จะกลับมาลองใหม่
ฉันร้องขอพบเพื่อนของฉัน
เมื่อเขามาถึง ฉันร้องไห้ไม่หยุดอย่างคนขวัญเสีย จับมือเขาไว้แน่น
ระบายความเจ็บปวดทุกข์ทน รวมถึงคำขอร้องว่าอย่าทิ้งฉันไปไหน ผ่านสัมผัสมือนั้น

เพื่อนของฉันใช้อีกมือหนึ่งแตะที่แขนฉัน และขอให้ฉันดึงความเข้มแข็งขึ้นมา
ในภายหลัง ฉันถามเขากลับว่า ที่ผ่านมา เธอเคยเห็นฉันไม่เข้มแข็งหรอ
เพื่อนฉันตอบว่า เขาเห็นฉันเข้มแข็งมาตลอด
ฉันจึงบอกเขาว่า ใช่ ที่ผ่านมา ฉันเข้มแข็งมาตลอด
แต่ก็มีบางเวลาที่ฉันอยากจะอ่อนแอบ้าง...

เขาอยู่กับเสียงสะอื้นของฉันสักพักใหญ่
แล้วเดินออกไป โดยไม่บอกกล่าวอะไร
น้ำตาของฉันไหลออกมาเงียบๆ
เวลาที่เขาเดินจากไป โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแบบนี้
มันทำให้ฉันกลัวเสมอ

ทุกครั้งที่ความหวาดกลัวว่าจะถูกทิ้งขึ้นมา
แม้หัวจะบอกได้ว่า ยังไงๆ เขาก็ต้องกลับมา
เขาไม่มีทางทิ้งฉันไปไหนอย่างแน่นอน
แต่โลกทัศน์แบบลักษณ์ ก็ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์
มันขึ้นกับ ณ ตอนนั้น ว่าฉันจะ handle มันได้มากน้อยแค่ไหน
ยิ่งสภาวะร่างกายที่อ่อนแอลง ทุกอย่างมันดูเหมือนจะจัดการยากขึ้นเรื่อยๆ

เขาเดินกลับมาอีกครั้ง พร้อมบอกว่าคุยกับพยาบาลให้แล้ว
สรุปว่า จะให้กินยาแก้ปวดเท่านั้น ไม่เจาะสายน้ำเกลืออีก
นั่นทำให้ฉันโล่งใจราวกับออกจากขุมนรก
เพื่อนของฉันไปหาทิชชู่มาซับน้ำตาให้กับฉัน
ในใจฉันรู้สึกขอบคุณเขาเหลือแสน

ฉันเลือกที่จะแอดมิดที่นี่ คืน ไม่กลับบ้าน
เหตุผลทั้งเรื่องการเดินทาง และสภาพร่างกายที่เป็นอยู่
ฉันไม่อยากเสี่ยง...

เมื่อถึงห้องพัก สิ่งที่แรกที่ฉันทำคือ โทรหาพี่นะพี่จ๊ะ
เพื่อแจ้งข่าวคราวรวมถึงคุยเรื่องงานวันรุ่งขึ้น
ว่าฉันไปกาญจนบุรีไม่ได้อีกแล้ว
แต่พยายามโทรเท่าไหร่ ก็ไม่สำเร็จ!!

ฉันเป็นห่วงงานมากกว่าห่วงตัวเองเสียอีก
เพราะสำหรับฉัน...มันคือความรับผิดชอบ!!

จนถึงเที่ยงคืน ฉันถึงเลิกพยายาม
แต่ฉันกับเพื่อนก็ยังไม่หลับไม่นอน
พวกเราถอดบทเรียนถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
แลกเปลี่ยนความคิดและเรียนรู้ร่วมกัน
เกี่ยวกับโลกภายในของตัวเอง และของอีกฝ่าย
ซึ่งนั่นทำให้ฉันมีความสุขมาก <3

ที่ฉันเขียนทั้งหมด มาจนถึงตอนนี้
แม้จะมีซีนอารมณ์เยอะ เพราะฉันนำโลกภายในออกมาตีแผ่บนหน้ากระดาษ
แต่ในความเป็นจริง สภาพจิตใจตอนนั้นของฉันดีมากๆ
ดูแลการทำงานของลักษณ์โดยรวมได้ดีที่เดียว

สำหรับฉัน เหตุการณ์ครั้งนี้ มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่เลวร้ายอะไรเลย
มันคือ "ประสบการณ์" ครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นประสบการณ์ที่ดี ^^

**บทสรุปของเรื่องนี้ในตอนเช้า**

1. พี่นะพี่จ๊ะโทรกลับมา เฉลยว่าพี่เขาลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ
สุดท้าย พี่นะก็ต้องบินเดี่ยว โดยไร้ผู้ช่วยทั้ง 2 คน
แต่ด้วยประสบการณ์ของพี่นะ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี (อยู่แล้ว)

2. ฉันโทรบอกที่บ้านให้ทราบ
พ่อฉันส่งตัวฉันไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
และผ่าตัดในคืนนั้น

สุดท้ายนี้ อยากจะขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้กัน ทั้งทางเฟสบุ๊ค และทางไลน์นะคะ
ขอบคุณทุกๆ คนที่มาเยี่ยม พี่นุช พี่เบ๋ง จุ๋ม
โดยเฉพาะพี่ปุ๊ย ที่เป็นกระบอกเสียงให้ด้วย รู้กันทั้งวงการนพลักษณ์เลยทีเดียว 5555555

แน่นอนว่า ขาดไม่ได้เลย ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ "เพื่อนของฉัน"
สำหรับฉัน เขาไม่ใช่แค่เพื่อน เขาเป็นน้อง เป็นหมอประจำตัว
เป็นโค้ช เป็นกระบวนกรรุ่นพี่
เป็นสารพัดสารเพอีรุงตุงนังสำหรับฉัน 555555555
เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ฉัน close และ trust ที่สุด!!
ขอบคุณทุกความผูกพันที่มี ขอบคุณทุกความใส่ใจที่ให้
ขอบคุณทุกเหตุปัจจัย ทุกความงดงามที่เกิดขึ้น
ที่ทำให้เราเรียนรู้หลายอย่างร่วมกัน
ตั้งแต่รู้จักกันมา จนถึงตอนนี้

ขอบคุณที่เป็นเธอในคืนนั้น
ไม่งั้นฉันก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง
ที่เธอเคยถาม ว่าฉันโกรธเธอไหม
จนถึงวันนี้ ฉันก็ยังตอบเหมือนเดิม ว่าฉันไม่เคยโกรธเธอเลย

และขอโทษด้วย ถ้าฉันทำบางสิ่งบางอย่างให้เธอรู้สึกอึดอัด
ถึงเธอจะยินดีที่จะทำให้ แต่ฉันก็ยังรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้...จริงๆ...

สุดท้าย...สิ่งที่ฉันอยากจะบอกเธอก็คือ
ฉันดีใจที่มีเธอนะ...คุณหมอผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ^_^
(https://www.youtube.com/watch?v=aL368g3QywQ)


ตุ้มหูดอกรักที่เหลือเพียงข้างเดียว หลังเกิดอุบัติเหตุ
คืนนั้น เพื่อนของฉัน อุตส่าห์จะขับรถออกไปหามาคืนให้
ฉันบอกว่า "ไม่ต้องหรอก" จะบ้าหรอ ใครจะยอมปล่อยให้ออกไปเสี่ยง

ตุ้มหูคู่นี้สำคัญ แต่คนข้างหน้าสำคัญสำหรับฉันมากกว่า...
สิ่งนี้จึงกลายเป็นตัวแทนของความประทับใจ และความทรงจำที่สวยงาม...


Google+: https://plus.google.com/109907586945597973785

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

โลกภายในในวันที่เกิด "อุบัติเหตุ" (1)

เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ ก.พ. เวลาประมาณ 21.00 น....

วันนั้นหลังจากที่คุยเรื่องการฝึกโค้ชเสร็จจากบ้านพี่นะพี่จ๊ะแถวศาลายา
ฉันก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อน เพื่อกลับบ้านไปนอนค้างที่บ้านของเขาแถวเพชรเกษม
วันรุ่งขึ้นเราจะไปเป็นผู้ช่วยกระบวนกรให้กับพี่นะ
โดยจะไปทำกระบวนการให้กับชาวพม่าที่กาญจนบุรีกัน

ระหว่างทาง อากาศเย็นสบาย
ลมเย็นๆ ประทะเข้าที่ใบหน้าฉัน
ฉันเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า ถ้าตอนนี้มีดวงดาวเต็มท้องฟ้า ก็คงจะดี
ส่วนเพื่อนของฉัน เขาก็ฝันว่าอยากจะขี่บิ๊กไบค์ที่เขาใหญ่
มันเป็นบรรยากาศที่ชิลๆ และมีความสุขมากจริงๆ

จู่ๆ ฉันรู้สึกได้ว่ารถเสียการทรงตัว
รู้ตัวอีกที คือหัวฟาดพื้น!! แล้วมอเตอร์ไซค์ทับขาฉันอยู่!!

ณ ตอนนั้นฉันเข้าใจเลยว่า
ความตาย...มันก็เป็นเรื่องแค่ชั่วเสี้ยววินาทีเดียว
และมันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย...

ฉันได้แต่นอนมองท้องฟ้าที่ไม่มีดาวอยู่ตรงนั้น
อันที่จริง ฉันมองอะไรไม่เห็นหรอก เพราะแว่นฉันแตก
เพื่อนของฉันอยู่ไหน ฉันก็ไม่แน่ใจนัก
รู้แต่ว่ามีใครก็ไม่รู้มามะรุมมะตุ้มกันเต็มไปหมด

ฉันขอให้พวกเขาช่วยยกมอเตอร์ไซค์ขึ้นจากตัวฉัน
พอฉันลุกขึ้นได้ ฉันรู้สึกมึนหัวไปหมด
โชคดีที่สวมหมวกกันน็อค

 ณ ตอนนั้น ฉันรู้สึกว่า มันก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดีนะ
ไม่ได้รู้สึกกลัว หรือเสียขวัญอะไร

ฉันหันไปขอบคุณกลุ่มคนที่มาช่วยฉัน
เพื่อนของฉันพาฉันเข้าข้างทาง 
เราต่างไต่ถามอีกฝ่าย ว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า

วันนั้นจริงๆ มีโชคดีอยู่อย่างน้อย อย่าง
1. ฉันไม่ได้นุ่งซิ่น ฉันใส่กางเกง และนั่งคร่อม
2. เพื่อนของฉัน...เป็นหมอ!!

น่าแปลกมาก ที่ขาฉัน (ซึ่งโดนมอเตอร์ไซค์ทับ) แทบไม่เป็นอะไรเลย
นอกจากแผลถลอก และรอยฟกช้ำนิดหน่อย
แต่ส่วนที่เจ็บที่สุด กลับเป็น "แขน"

เพื่อนฉันพยายามเช็กแขนฉัน ว่าหักหรือไม่
เขาถามฉันว่า รู้สึกชาหรือเปล่า ฉันตอบว่า "ไม่"

แต่อีกสักพักเท่านั้น ความชาก็ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับเป็นลางบอกเหตุ...

เพื่อนของฉันเล่าให้ฉันฟังว่า ตอนเกิดเหตุมีกระบะมาปาดหน้า
เฉี่ยวโดนรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้รถเสียหลักล้มลง
กระจกข้างขวาเบี้ยว เบรกที่เท้าพัง

ตอนแรกฉันนึกว่า คนที่มาช่วยฉัน คือเจ้าของกระบะคันนั้น
แต่ความจริง คู่กรณีของฉันจอดรถแอบมองดูอยู่ห่างๆ ซึ่งฉันมองไม่เห็น
เพื่อนของฉันบอกให้ฉันรออยู่ที่มอเตอร์ไซค์
ส่วนตัวเขาเอง ก็เดินไปหาคู่กรณีที่ยังยืนรออยู่

ฉันรออยู่ที่มอเตอร์ไซค์ของเพื่อนอย่างหวั่นๆ
สักพักใหญ่ เพื่อนฉันเดินกลับมาตัวเปล่า

กระบะคันนั้น พอเห็นเพื่อนของฉัน ก็ขับหนีไปทันที

ฉันเจ็บแขนจนเริ่มจะทนไม่ไหวและขยับแขนไม่ได้อีกต่อไป
เพื่อนของฉันลงความเห็นว่า ต้องพาฉันไปโรงพยาบาล
(ซึ่งฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง 555)
แต่ฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์เขาไม่ไหวอีกแล้ว (เพราะเจ็บมาก)

แล้วจะทำอย่างไรกับมอเตอร์ไซค์ดี?

เราโชคดีอีกเช่นเคย มีชายหนุ่มหญิงสาวอีกคู่หนึ่งขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมา
พวกเขาแวะจอดถามไถ่เรา ว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือไหม
เพื่อนของฉันขอให้เขายกมอเตอร์ไซค์ขึ้นฟุตบาธให้
และถามถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
(ซึ่งตอนนั้นคือ โรงพยาบาลธนบุรี 2
แต่ต้องไปกลับรถไกลมากๆ)

เมื่อพวกเขาขับมอเตอร์ไซค์จากไป
ก็เหลือเพียงเราสองคน ที่ยืนนิ่งกันอยู่ตรงนั้น
คิดหาทางว่า จะทำอย่างไรกันต่อไป...

ฉันเสนอว่าให้โทรไปขอความช่วยเหลือจากพี่นะพี่จ๊ะ ซึ่งน่าจะอยู่ใกล้ที่สุด
แต่โชคร้าย ที่ไม่ว่าจะโทรหาเท่าไหร่ ก็โทรหาไม่ติดเลย

เวลานั้น ไม่รู้เป็นเพราะฉันเจ็บแขนมาก หรือเป็นเพราะฉันเป็นศูนย์ใจก็ไม่รู้
ในหัวของฉันว่างเปล่า มีแต่ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้อวลๆ อยู่ข้างใน
ส่วนหนึ่งเพราะกังวลเรื่องแขนของตัวเองด้วย
และใจนั้นก็อยากจะพาตัวเองไปให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

ฉันหันไปมองหน้าเพื่อนของฉัน ด้วยสายตาที่วิงวอนบางอย่างและขอความเห็น
โดยไม่เอ่ยคำพูดอะไรออกมา แม้แต่คำเดียว
ในใจได้แต่บอกตัวเองให้ “อดทน อดทน อดทน” กับความเจ็บตลอดเวลา
ชีวิตฉันผ่านอะไรมาตั้งเยอะแยะ ยังผ่านมาได้ ครั้งนี้ก็ต้องผ่านไปได้เช่นกัน

อีกอย่าง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งพร่ำบ่นหรือคร่ำครวญหรืออะไร
นั่นจะเป็นการรบกวนสมาธิ และทำให้เพื่อนของฉันกังวลใจเปล่าๆ

ในความนิ่งของเพื่อนฉัน เขากำลังใช้ความคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เพื่อหาทางออก ตามสไตล์ศูนย์หัว (T7)
แม้เขาจะมีบาดแผลหลายจุด แขนซ้ายยอก เสื้อผ้ามีรอยฉีกขาด
แต่ฉันก็รับรู้ได้ ว่าขณะนั้น เขาดำรงไว้ซึ่งความมี “สติ” อย่างแท้จริง
และมีความเป็น “ผู้นำ” อยู่ในตัว

นั่น...ทำให้ฉันมอบความเชื่อใจและความไว้วางใจทั้งหมดให้กับเขา

เขาเอาเสื้อกันหนาวของฉัน มาทำเป็นผ้าคล้องแขนให้กับฉัน
และตัดสินใจจะลองขับรถไปดูตรงพื้นที่ที่เขาเตรียมจะทำเป็นตลาดนัดข้างหน้า
ดูว่าพอจะฝากรถไว้ได้หรือไม่
แล้วให้ฉันค่อยๆ เดินตามไป

ฉันตกลงอย่างว่าง่าย
แต่ก็ขอร้องให้เขาขับรถช้าๆ หน่อย เพราะตาของฉันมองไม่เห็น
(ฉันสายตาสั้นประมาณ 500)

เมื่อเพื่อนของฉันขับรถล่วงหน้าไปบนฟุตบาธ (เพราะมันสวนเลนปกติ)
สิ่งที่ฉันมองเห็น มีเพียงแต่ดวงไฟสีแดง จากท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเขา
ฉันเดินช้าๆ คอยจดจ้องดวงไฟสีแดง ราวกับกลัวว่ามันจะหายไป
อันที่จริง ฉันก็กลัวจริงๆ นั่นแหละ และยิ่งรู้สึกมากขึ้น เมื่อดวงไฟนั้นดูห่างออกไปเรื่อยๆ
ความเป็นลักษณ์ ของฉันทำงาน บวกกับตาที่มองไม่เห็น
ฉันได้แต่เตือนตัวเองว่า “อย่าดราม่าๆๆ”

เมื่อไฟสีแดงนั้นดับลง ฉันรีบเดินให้เร็วขึ้นเท่าที่สภาพจะทำได้
ฉันจะสงบเสียงของลักษณ์ในหัวฉันได้ ต่อเมื่อพาตัวเองไปเห็นของจริง...

ภาพที่ฉันเห็นคือ เพื่อนของฉันกำลังคุยกับผู้ชายกลุ่มหนึ่ง
สรุปใจความสำคัญก็คือ เขาแนะนำให้เพื่อนของฉัน ขับรถไปฝากไว้ที่ปั๊ม ปตท.
แล้วเดินข้ามสะพานลอย ไปโรงพยาบาลธนบุรี 2
และผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้น อาสาจะขับรถ (เก๋ง) พาฉันไปส่งโรงพยาบาล

เพื่อนหันมาถามฉัน ว่าฉันโอเคไหม
แม้ลึกๆ ฉันจะรู้ว่า มันไม่มีอะไร ทุกอย่างจะโอเค ไม่มีปัญหา
แต่มันก็อดกลัวไม่ได้...

ผู้หญิงคนหนึ่ง สภาพบาดเจ็บที่แขนจนขยับไม่ได้
ตามองไม่เห็น ต้องนั่งรถไปกับผู้ชายแปลกหน้าร่างใหญ่
ความกลัวที่เกิดขึ้น จึงถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

และการต้องอยู่ห่างจากมิตรในยามยากเช่นนี้
แม้จะเป็นเพียงชั่วเวลาหนึ่งก็ตาม แต่ฉันก็ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย

เพื่อนของฉันปลอบฉันให้ไม่ต้องกลัว
เขาจะจำทะเบียนรถเอาไว้ให้
และถ้าใครถึงโรงพยาบาลก่อน จะโทรหาอีกคนทันที

ฉันขึ้นรถของชายแปลกหน้าคนนั้นมา
ในมือกำโทรศัพท์เอาไว้แน่น เพื่อความปลอดภัย และเผื่อกรณีฉุกเฉิน
แต่ไม่นาน ฉันก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อชายแปลกหน้าเริ่มชวนฉันพูดคุยสัพเพเหระ

ฉันเป็นฝ่ายมาถึงโรงพยาบาลธนบุรี ก่อน
ฉันขอบคุณคนที่มาส่งฉันอย่างจริงใจและสำนึกคุณ
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนมาถึงตอนนี้ มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
ยังมีคนไทยดีๆ มีน้ำใจอยู่อีกมากมาย
สังคมไทยยังไม่สิ้นหวัง!!

ฉันโทรศัพท์หาเพื่อนของฉันทันที เขาบอกว่าเขากำลังมา
ระหว่างที่นอนให้พยาบาลทำแผลให้บนเตียงในห้องฉุกเฉิน
แม้จะแสบแผลมากจนต้องสวดภาวนาถึงพระเจ้าอยู่ในใจ
แต่ตาที่พร่ามัวของฉัน ก็คอยมองไปที่ทางเข้าห้องฉุกเฉินตลอดเวลา

ภายในของฉันทั้งรู้สึกโดดเดี่ยว หวาดกลัว และเป็นห่วง
เขาจะไหวไหม เขาจะโอเคไหม ระหว่างทางเขาจะปลอดภัยไหม
ถ้าเขาไม่กลับมาล่ะ ถ้าเขาทิ้งฉันล่ะ
สารพัดที่ความเป็นลักษณ์มันจะปรุงแต่ง จนจิตใจหาความสงบไม่ได้
แม้สมองจะบอกว่า เขาจะมาอย่างแน่นอนก็ตาม

ฉันไม่รู้หรอกว่าเวลามันผ่านล่วงเลยไปกี่นาที
แท้จริงมันอาจจะสั้นกว่าที่ฉันคิด
แต่มันเป็นการรอคอยครั้งที่ทรมานที่สุดในชีวิตฉันก็ว่าได้
ใจจะขาด................

(อ่านต่อพรุ่งนี้)

สภาพแว่นตาที่สวมขณะเกิดเหต
(ขอบคุณพี่ปุ๊ย เจ้าของภาพค่ะ ^^)

Google+: https://plus.google.com/109907586945597973785

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ตอนนี้เท็นกำลังฝึกโค้ชค่ะ เป็นแนวไลฟ์โค้ช เลยจะขอรับสมัครผู้รับการโค้ช (โค้ชชี) ไม่จำกัดจำนวน ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่ะ (อย่างมากอาจจะเจอแล้วเลี้ยงข้าวสักมื้อ อิอิ)

โค้ชชี 1 คน อาจจะโค้ช 2-4 ครั้งภายใน 3 เดือนค่ะ จะเจอหน้ากันหรือทางโทรศัพท์ก็ได้

สนใจติดต่อมาได้ทุกช่องทางค่ะ ^^

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทุกข์จากการแบกภาพลักษณ์

"เราเอาความสุขไปไว้กับคำว่า 'ที่สุด'
เก่งที่สุด ดีที่สุด สำคัญที่สุดฯลฯ
และ พอรู้ตัวก็พยายาม อย่าง 'ที่สุด'
เพื่อขจัดความรู้สึกต้องที่สุดเหล่านั้น
จนในที่สุด ก็ไม่สุดสักที ..."


(credit: Namoo Suksan)

เป็น status ที่โดนใจฉันมากจริงๆ
ในช่วงที่หัวใจอยู่ในภาวะ turbulent มากๆ อย่างวันนี้

ปกติ ถ้าฉันอยู่ข้างนอก ต้องทำงาน หัวใจฉันจะนิ่งกว่า เมื่อเทียบกับต้องอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรทำ
ข้างในจะสั่นสะเทือนเยอะมาก
เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่กลับเข้าไปในตัวเอง
และพยายามทำให้โลกภายในของตัวเองอยู่ในสภาวะคงที่ "ที่สุด" นิ่ง "ที่สุด"

แต่...มันทำไม่ได้ไง...

ฉันนึกถึงที่พี่คนหนึ่งแชร์ให้ฟัง เรื่องความทุกข์จากการ "แบกภาพลักษณ์"
ข้างนอกที่คนอื่นมองว่าดี แต่ข้างในมันเจ็บช้ำและต้องอดทนเหลือแสน
จะร้องบอกใครก็ไม่ได้

ข้างในฉันเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า
วันหนึ่งที่ความทุกข์มันถึงจุดต่ำสุดของกราฟพาราโบลา
เขาจะโยนภาพลักษณ์นั้นทิ้งไปในตอนสุดท้าย
แต่โยนทิ้งไปแบบไหน อันนี้ก็สุดจะคาดเดา

ความทุกข์ของฉันขี้ประติ๋วมาก เมื่อเทียบกับของเขา
แต่มันก็ทำให้ฉันกลับมาถามตัวเองว่า
ฉัน "แบกภาพลักษณ์" อะไรไว้อยู่หรือเปล่า

มันแน่อยู่แล้วล่ะ!! 
ฉันก็อยากให้คนอื่นเห็นว่าฉันดี อยากให้คนอื่นยอมรับ
เพราะฉันก็ดันมีความเชื่อ (ที่ผิดๆ) ว่า "ถ้าฉันดี คนอื่นถึงจะรักฉัน"
ยิ่งกลัวสูญเสียความรัก ยิ่งต้องพยายามที่จะดี
พยายามอย่าง "ที่สุด" ที่จะทำให้ดี "ที่สุด"

มันทั้งเหนื่อย และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
และสุดท้าย มันเป็น "หลักประกัน" ให้เราได้จริงหรือเปล่า
โลกนี้มันแปรเปลี่ยนไปเสมอ ไม่มีอะไรแน่นอน บางครั้งก็คาดเดาไม่ได้

ความสุขจริงๆ ของคนเรา มันอยู่ที่ไหน

--------------------------------------------------------------------

ช่วงที่ผ่านมา ที่ฉันไปหาหมอแพทย์แผนไทยประยุกต์ และให้หมอนวดกดจุดให้
ปรากฏว่า ตรงบ่าของฉันแข็งและตึงมาก กดทุกครั้งจะเจ็บจี๊ดขึ้นไปจนถึงที่หัว
ตอนแรกฉันคิดว่า มันเกิดจากที่ฉันประสบอุบัติเหตุ เล่นสกีแล้วล้มหัวฟาดพื้นเมื่อปลายปีที่แล้ว

แต่ปรากฏว่า จนบัดนี้ ก็ยังไม่หาย...
เพราะฉะนั้น...มันไม่ใช่แล้วล่ะ
มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการสะสมมาเป็นเวลานาน โดยที่ฉันไม่รู้ตัวเลย

เมื่อ 2-3 วันก่อน ได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง
"12 Types of Pain that are Directly Linked to Emotional States"
(http://www.davidwolfe.com/12-types-of-pain-linked-to-emotional-states/)

เจ้าของบทความได้เขียนเอาไว้ว่า
อาการปวดที่บ่าอาจจะเป็นสัญญาณว่า
คนคนนั้นแบบภาระทางอารมณ์ไว้มาก (carrying heavy emotional burden)
หรือโดยทั่วไปคือ แบกทุกอย่างเอาไว้คนเดียว
ควรจะแบ่งเบาไปให้กับครอบครัวหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้บ้าง

เฮ้อ...นะ...

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฉันเลือกที่จะเก็บทุกสิ่งไว้กับตัว
ประการแรก ฉันไม่อยากโยนภาระนี้ไปให้กับใคร การรับมือกับภาวะทางอารมณ์ของฉันไม่ใช่เรื่องง่าย
ประการที่สอง ไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะเข้าใจฉัน หรือช่วยฉันได้
ประการที่สาม ต่อให้อยากจะพูดแค่ไหน ก็ไม่แน่ใจว่าคนฟังเขาพร้อมที่จะรับฟังหรือเปล่า

อีกประการที่นึกได้ ประการที่สี่...
ฉันอยากปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ด้วยสภาวะทางอารมณ์ที่มั่นคงที่สุด
ฉันจึงเลือกที่จะปกปิดมันเอาไว้ ซ่อนความสั่นไหวไว้ภายใน

ยิ่งกับคนที่พิเศษเท่าไหร่ ฉันยิ่งพยายามซ่อนความรู้สึกไว้มากเท่านั้น
ทั้งความรัก ความโกรธ ความกลัว ความเศร้า ความเสน่หา ฯลฯ
เพราะหากเปิดเผยมันออกมาจนหมด ฉันก็อาจจะสูญเสียความสัมพันธ์ที่มีค่าของฉันไป

ถึงตอนนี้ น้ำตาของฉันไหลไม่หยุด.............

ได้แต่หวังว่า สักวัน ฉันจะวาง "ภาพลักษณ์" บางอย่างลงได้เช่นกัน...




Google+: https://plus.google.com/109907586945597973785

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เมื่อลักษณ์ของฉันทำงานตอนสมัครเรียนคลาส อ.ธนา

เมื่อวานนี้ (31 ม.ค.) ฉันส่งใบสมัครเรียนคลาส อ.ธนา ทันเวลา deadline พอดี

อันที่จริง การเปิดรับสมัครคลาส อ.ธนา เริ่มมาตั้งแต่เดือนธันวาปีที่แล้ว
โดยเปลี่ยนเงื่อนไขการรับสมัคร จากเดิมที่ "ใครเร็วใครได้"
เป็นการตอบ "ข้อสอบ" แล้วคัดเหลือแค่ลักษณ์ละ 3 คน!!

เงื่อนไขใหม่นี้ ทำให้ลักษณ์ฉันทำงานอย่างหนัก
สิ่งที่กลัวที่สุดอันดับแรก คือ "กลัวล้มเหลว"
ถ้าฉันส่งข้อสอบไป แล้วไม่ได้ถูกเลือก
ฉันต้องเสียใจมาก รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่ดีพอแน่ๆ
(เพราะถ้าดีจริง ฉันต้องได้รับเลือก!!)

อย่ากระนั้นเลย ไม่ส่งดีกว่า จะได้ไม่เจ็บปวด...

แต่ถ้าไม่ส่งเลย จะเป็นการตัดโอกาสตัวเองหรือเปล่านะ
ถ้าจะส่ง จะเขียนคำตอบอย่างไรดี ให้ออกมาดีที่สุด ถูกใจ อ.ธนาที่สุด เพื่อที่เราจะได้รับเลือก

คิดไม่ออก เครียด ไม่รู้เว้ย!!

แล้วความคิดของฉันก็สลับไปสลับมาแบบนี้ ส่ง ไม่ส่ง ส่ง ไม่ส่ง...
ถ้าส่งแล้วจะเขียนยังไง ช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลามานั่งเขียนคำตอบให้มันดีๆ เลยนะ
ไม่ส่งดีกว่า ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากเสียใจ ไม่อยากรู้สึกด้อย
และส่วนตัวก็ไม่ชอบการแข่งขันในสนามที่ตัวเองรู้สึกว่ามีสิทธิ์จะ "แพ้" สูง
มันเป็นการเดิมพันกับอะไรก็ไม่รู้ที่เสี่ยงต่อความรู้สึก
ความคิดของฉันจึงโน้มเอียงไปทาง "ไม่ส่ง" มากกว่ามากๆ

จนมาถึงเมื่อวานซืน (30 ม.ค.) วันรองสุดท้ายก่อน deadline
ฉันโทรไปเตือนน้องคนหนึ่งเรื่องส่งข้อสอบ อ.ธนา

และสุดท้าย...ฉันก็ตัดสินใจที่จะเขียนข้อสอบส่งเสียเอง!!

ให้โอกาสคนอื่น แล้วทำไมไม่ให้โอกาสตัวเองล่ะ
ถ้าส่ง...โอกาสยัง 50-50
ถ้าไม่ส่ง...โอกาสเป็น 0

เมื่อเริ่มตอบข้อสอบ ฉันบอกตัวเองว่า
ฉันจะเขียนอย่างเป็นตัวเองที่สุด และจริงใจกับตัวเองที่สุด
ไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันจะดีพอหรือเปล่า
หรือคนอื่นจะมองยังไงกับการตอบของเรา เราจะดูโง่ไหม หรือดูอวดไปไหม
"เป็นตัวของตัวเอง" นั่นคือ โอเคแล้ว
นั่นทำให้ฉันปล่อยวางได้มาก...

และก็เป็นเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา...
ความกลัวของฉันหายไป เมื่อฉันเริ่ม "ลงมือทำ"


ช่วงเวลาที่ฉันนั่งตอบข้อสอบ (แค่นั่งตอบข้อสอบเท่านั้น ยังไม่ได้ส่ง) ฉันก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว!!
ไม่ใช่แค่เรื่องการได้เอาชนะตัวเองเท่านั้น
แต่ข้อสอบของอาจารย์ทำให้ฉันได้มีโอกาสกลับมาทบทวนตัวเองอย่างมาก

การได้ให้คนลักษณ์ 4 อย่างฉันได้มองเห็นสิ่งดีๆ
ทั้งจากเส้นทางการเติบโตในอดีต และสิ่งที่อยากเห็นตัวเองในอนาคต
มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากนะ!!
อย่างน้อยก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า เออ ที่ผ่านมา เราก็มีการทำงานกับตัวเองพอสมควร
และมันก็เปลี่ยนตัวฉันไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ ไม่ได้ย่ำอยู่ที่เดิมขนาดนั้น

และเพราะความเป็นลักษณ์ ทำให้เราโฟกัสแต่ส่วนที่บกพร่องหรือขาดหายไปเสมอ
ฉันก็มักจะบอกตัวเองว่า ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้้นกว่านี้อีก ตรงนี้ยังใช้ไม่ได้เลยนะ
แต่ไม่เคยคิดหรอกว่า ดีแล้วจะไปไหน ดีแล้วจะเป็นอย่างไร ^^"
ฉะนั้น เวลามีคนถามว่า "เท็นจะเห็นตัวเองเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร"
ฉันก็มักจะงงๆ เอ๋อๆ เสมอ ทั้งๆ ที่มันเป็นคำถามที่ "สำคัญมากๆ" ต่อการเติบโตของคนคนหนึ่ง
และด้วยความเป็นลักษณ์หรืออะไรก็ตามแต่
ที่ทำให้สมองของคนเรา เลือกที่จะจดจำแค่บางสิ่งบางอย่าง
สิ่งนี้ สมองของฉัน มันไม่เคยจะจำได้เลยจริงๆๆๆ!! ทั้งๆ ที่ถูกถามมามากกว่า 1 ครั้ง

ก็หวังว่าครั้งนี้จะจำได้สักทีนะ ^^"

สุดท้ายฉันจะได้หรือไม่ก็ตามแต่ แต่ฉันก็พอใจในตัวเองมากแล้ว <3
และสิ่งที่ฉันเขียนมาตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้
อันที่จริง ความเป็นลักษณ์ของฉันไม่ได้ทำงานแค่เรื่องข้อสอบ อ.นั้นเท่านั้นหรอก
มันยังทำงานในมิติอื่นๆ ของชีวิตด้วย
เหตุการณ์เล็กๆ นี้ มันได้สะท้อนให้ฉันมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
มองเห็นว่ากลไกชุดนี้ทำงานอย่างไร กับเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่า แล้วมันขัดขวางฉันอย่างไร

บทเรียนสำคัญที่ฉันได้รับคือ...
แค่ "เป็นตัวของตัวเอง" มันก็ดีที่สุดแล้ว ^_^




Google+: https://plus.google.com/109907586945597973785